หุ้นไทย20พ.ค.+11.07จุด

หุ้นไทย10.00น.+11.07ทองลง200แท่งรับซื้อ19,050รูปพรรณขายออก19,550บาท

 

เปิดตลาดหุ้นไทย วันที่ 20พ.ค.2556 ดัชนีเคลื่อนไหวที่ 1,639.03 จุด เปลี่ยนแปลง +11.07จุด มูลค่าการซื้อขาย 3,414.92 ล้านบาท

ด้าน สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทอง 96.5% ประจำวันที่ 20 พ.ค. 2556 เวลา 09:28 น. (ครั้งที่ 1) ทองคำแท่งรับซื้อคืนบาทละ 19,050 บาท ขายออก 19,150 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อคืนบาทละ 18,768.08 บาท ขายออก 19,550 บาท ลดลง 200 บาท

ที่มา.มติชน

ธปท.ชี้ปี56รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ ดันนอนแบงก์ทำไมโครไฟแนนซ์

แบงก์ชาติลั่นปีหน้าเดินหน้าผลักดันให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ เชื่อแบงก์กำไรอู่ฟู่จากสินเชื่อขยายตัวดีตามภาวะเศรษฐกิจ เป็นปีแห่งการสร้างความมั่นคงของระบบและเป็นตัวกลางสำคัญสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ระบุต้องลดต้นทุนให้แบงก์ คาดลดกฎเกณฑ์ในเรื่องของสาขาและผลักดันให้นอนแบงก์ทำไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น

นางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ในปี 56 ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีกว่าปี 55 จึงมีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ก็มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ดังนั้น ปี 56 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์นำกำไรมาตั้งสำรอง เพื่อเป็นกำลังที่ดีในการสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง อีกทั้งจะเป็นตัวกลางที่จะปล่อยกู้ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ ครัวเรือนและเศรษฐกิจประเทศต่อไป
ทั้งนี้ จากการสำรวจของธปท. พบว่า แม้การปล่อยสินเชื่อค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่าน โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ไม่น่าห่วง เพราะไม่ได้มีปัญหาเรื่องหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) อีกทั้งธนาคารพาณิชย์มีการดูแลคุณภาพสินเชื่อที่ค่อนข้างดี นอกจากนี้เห็นว่าปี 56 ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่จะมุ่งลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งตลาดในไทยค่อนข้างอิ่มตัว ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) จะเป็นผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบที่สำคัญให้แก่ธุรกิจที่ไปลงทุนในต่างประเทศ จึงส่งผลให้สินเชื่อยังคงขยายตัวดีอยู่
นางสาลินี กล่าวว่า สิ่งที่ธปท.จะพยายามทำเพิ่มขึ้นในปี 56 ถือเป็นพันธกิจเสริมและเป็นส่วนหนึ่งในแผนกลยุทธ์ ประเด็นแรกดูแลให้ประชาชนมีความรู้บริการทางการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อประชาชนร้องเรียนเข้ามาก็พยายามตอบสนองให้เร็วขึ้น ประเด็นสอง ดูแลให้รายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งกระทรวงคลังทำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ค่อนข้างได้ผลมาก ขณะที่ธปท.พยายามทำผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยขณะนี้ส่วนหนึ่งธปท.จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ในระบบวิเคราะห์สินเชื่อรายย่อยที่มีความละเอียดได้เร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง
“ธปท.พยายามส่งเสริมให้คนเล็กๆ เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งรากหญ้าจะมีจำนวนเยอะและมีต้นทุนเข้าถึงค่อนข้างสูง จึงต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปล่อยกู้ต่ำ ซึ่งเท่าที่เราดูตอนนี้ก็มีกฎเกณฑ์บางเรื่องของธปท.ที่ยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยังสูงอยู่ เช่น ลักษณะของสาขา เป็นต้น จึงพยายามหาวิธีการมาช่วยสนับสนุนสิ่งเหล่านี้”
การปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนระดับรากหญ้า(ไมโครไฟแนนซ์) สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง โดยขณะนี้มองว่าควรเพิ่มจำนวนผู้ให้กู้ที่เป็นบริษัทไม่ใช่สถาบันการเงิน(นอนแบงก์) ซึ่งไม่ได้รับเงินฝากและมีความยืดหยุ่นมาก ซึ่งเรื่องนี้จะทำในระยะต่อไป
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ธปท.จะต้องมีพันธกิจเสริม เพราะเห็นว่าโลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจำเป็นที่ต้องตอบสนองสังคม ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะต้องพึ่งพาระบบของภาคเอกชนค่อนข้างมากและธปท.เองก็ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับได้ แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เพื่อเอื้อให้เกิดพันธกิจเสริมเหล่านี้และดูแลประชาชนมากขึ้น.

ที่มา.สำนักข่าวไทย

ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: เงินดอลล์แข็งค่า ฉุดทองคำปิดร่วง $9.8

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (14 พ.ค.) ทำสถิติปิดลบติดต่อกัน 4 วันทำการ เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์ก ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายทองคำและหันไปลงทุนในตลาดหุ้น

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.ร่วงลง 9.8 ดอลลาร์ หรือ 0.68% ปิดที่ 1,424.5 ดอลลาร์/ออนซ์

 สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค.ปิดที่ 23.379 ดอลลาร์/ออนซ์ ลดลง 31.7 เซนต์ ส่วนสัญญาโลหะทองแดงส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 7.15 เซนต์ ปิดที่ 3.2880 ดอลลาร์/ปอนด์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค.ปิดที่ 1,501.90 ดอลลาร์/ออนซ์ พุ่งขึ้น 17.40 ดอลลาร์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมิ.ย.ปิดที่ 727.15 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 8.45 ดอลลาร์

การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้สร้างแรงกดดันให้กับสัญญาทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้ ดัชนีดอลลาร์พุ่งขึ้นแตะระดับ 83.547 จากระดับของวันจันทร์ที่ 83.276

นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายทองคำและหันไปลงทุนในตลาดหุ้น

ตลาดทองคำได้รับแรงกดดันมากขึ้นหลังจากนาชาร์ลส์ พลอสเซอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย ยืนยันความคิดของตนเองว่า เมื่อพิจารณาจากสภาพตลาดแรงงานในขณะนี้ เฟดควรเริ่มลดการซื้อพันธบัตรอย่างเร็วที่สุดในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งหน้า ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ทองคำลดลง 300 บาท

สมาคมค้าทองคำ เผยราคาทองคำแท่งวันนี้ปรับตัวลดลงจากเย็นวานนี้บาทละ 300 ตามสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงคืนที่ผ่านมา

โดยราคาทองประจำวันที่สมาคมฯ ประกาศครั้งแรกในวันนี้เมื่อเวลา 09.40 น. ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,550.00 ขายบาทละ 19,650.00 ส่วนราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,268.36 ขายบาทละ 20,050.00 เมื่อเทียบกับราคาวานนี้( 15 พ.ค.)

ทั้งนี้ สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เผยราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงร่วง 230 ดอลลาร์ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 13,170 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตำลึง หรือราคาเทียบเท่ากับ 1,424.63 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ อ่อนตัว 6.51 ดอลลาร์สหรัฐ

บทวิเคราะห์ บริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส ระบุว่า ราคาทองคำปรับลดลงแรง หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของยุโรปออกมาย่ำแย่ จะเห็นได้จากตัวเลขจีดีพีของเยอรมนีและฝรั่งเศสออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก และอุปสงค์โลหะ ส่งผลกดดันต่อค่าเงินยูโร และราคาทองคำ ขณะเดียวกัน การที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐโดยรวมยังอยู่ในแนวโน้มเชิงบวก หนุนให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งสูงขึ้นทำ New High อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงการโยกเงินของนักลงทุน ไปยังสินทรัพย์เสี่ยง และกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนั้น ตลาดทองคำยังได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงในตลาด Physical หลังจากอินเดียเริ่มจำกัดปริมาณการนำเข้าเพื่อปรับลดยอดขาดดุลการค้า ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวร่วงลงมา และเมื่อหลุดแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,420 USDต่อออนซ์ ยิ่งกระตุ้นแรงขายเข้ามา และทำให้ราคาอ่อนตัวลงกว่า 30 เหรียญ เมื่อคืนวานนี้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ราคาเข้าสู่แนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,385 USDต่อออนซ์ ซึ่งอาจพบการดีดกลับขึ้นมาได้ แต่หากราคายังไม่สามารถกลับขึ้นทดสอบแนวต้านที่บริเวณ 1,420 USDต่อออนซ์ ราคาทองคำยังมีโอกาสอ่อนตัวลงมาได้อีกครั้ง

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ

ธปท.ชี้ปี56รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ ดันนอนแบงก์ทำไมโครไฟแนนซ์

แบงก์ชาติลั่นปีหน้าเดินหน้าผลักดันให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ เชื่อแบงก์กำไรอู่ฟู่จากสินเชื่อขยายตัวดีตามภาวะเศรษฐกิจ เป็นปีแห่งการสร้างความมั่นคงของระบบและเป็นตัวกลางสำคัญสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ระบุต้องลดต้นทุนให้แบงก์ คาดลดกฎเกณฑ์ในเรื่องของสาขาและผลักดันให้นอนแบงก์ทำไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น

นางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ในปี 56 ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีกว่าปี 55 จึงมีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ก็มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ดังนั้น ปี 56 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์นำกำไรมาตั้งสำรอง เพื่อเป็นกำลังที่ดีในการสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง อีกทั้งจะเป็นตัวกลางที่จะปล่อยกู้ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ ครัวเรือนและเศรษฐกิจประเทศต่อไป
ทั้งนี้ จากการสำรวจของธปท. พบว่า แม้การปล่อยสินเชื่อค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่าน โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ไม่น่าห่วง เพราะไม่ได้มีปัญหาเรื่องหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) อีกทั้งธนาคารพาณิชย์มีการดูแลคุณภาพสินเชื่อที่ค่อนข้างดี นอกจากนี้เห็นว่าปี 56 ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่จะมุ่งลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งตลาดในไทยค่อนข้างอิ่มตัว ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) จะเป็นผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบที่สำคัญให้แก่ธุรกิจที่ไปลงทุนในต่างประเทศ จึงส่งผลให้สินเชื่อยังคงขยายตัวดีอยู่
นางสาลินี กล่าวว่า สิ่งที่ธปท.จะพยายามทำเพิ่มขึ้นในปี 56 ถือเป็นพันธกิจเสริมและเป็นส่วนหนึ่งในแผนกลยุทธ์ ประเด็นแรกดูแลให้ประชาชนมีความรู้บริการทางการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อประชาชนร้องเรียนเข้ามาก็พยายามตอบสนองให้เร็วขึ้น ประเด็นสอง ดูแลให้รายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งกระทรวงคลังทำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ค่อนข้างได้ผลมาก ขณะที่ธปท.พยายามทำผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยขณะนี้ส่วนหนึ่งธปท.จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ในระบบวิเคราะห์สินเชื่อรายย่อยที่มีความละเอียดได้เร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง
“ธปท.พยายามส่งเสริมให้คนเล็กๆ เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งรากหญ้าจะมีจำนวนเยอะและมีต้นทุนเข้าถึงค่อนข้างสูง จึงต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปล่อยกู้ต่ำ ซึ่งเท่าที่เราดูตอนนี้ก็มีกฎเกณฑ์บางเรื่องของธปท.ที่ยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ยังสูงอยู่ เช่น ลักษณะของสาขา เป็นต้น จึงพยายามหาวิธีการมาช่วยสนับสนุนสิ่งเหล่านี้”
การปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนระดับรากหญ้า(ไมโครไฟแนนซ์) สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง โดยขณะนี้มองว่าควรเพิ่มจำนวนผู้ให้กู้ที่เป็นบริษัทไม่ใช่สถาบันการเงิน(นอนแบงก์) ซึ่งไม่ได้รับเงินฝากและมีความยืดหยุ่นมาก ซึ่งเรื่องนี้จะทำในระยะต่อไป
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ธปท.จะต้องมีพันธกิจเสริม เพราะเห็นว่าโลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจำเป็นที่ต้องตอบสนองสังคม ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะต้องพึ่งพาระบบของภาคเอกชนค่อนข้างมากและธปท.เองก็ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับได้ แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เพื่อเอื้อให้เกิดพันธกิจเสริมเหล่านี้และดูแลประชาชนมากขึ้น.

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ

เปิดภาคบ่ายหุ้นร่วง10จุด ไร้ยาแรงอุ้มบาท

บรรยากาศตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายวันที่ 13 พ.ค. ดัชนีเปิดการซื้อขายภาคบ่ายปรับตัวลดลงแรงกว่า 10 จุด ตามแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ ในกลุ่มธนาคาร สื่อสาร และพลังงาน ขณะที่ผลการหารือนัดพิเศษร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ ภาคเอกชน ที่นักลงทุนรอความชัดเจนอยู่นั้นไม่ได้มีมาตรการหรือแนวทางใด ๆ ออกมาแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่า

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยทางเทคนิคปรับลงหลุด 1,610 จุด โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มหลักอย่างธนาคาร สื่อสาร และพลังงาน ขณะที่ตลาดต่างประเทศไม่ค่อยสดใส ทางเทคนิค 1,600 จุดจะเป็นแนวรับสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,580 จุด

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 15.02 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,613.70 จุด ลดลง 8.78 จุด มูลค่าการซื้อขาย 25,907.18 ล้านบาท

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

คาดสัปดาห์หน้าบาทกรอบ 29.40-29.80

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองแนวโน้มค่าเงินบาทสัปดาห์ถัดไป (13-17 พ.ค.) ว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.40-29.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาความคืบหน้าเกี่ยวกับประเด็นเพดานหนี้ของสหรัฐฯ  สัญญาณ/ท่าทีของทางการในการดูแลค่าเงินบาทหลังจากที่หลายหน่วยงานจะมีการหารือกันกับกนง. ในวันที่ 13 พ.ค.

ขณะที่ ต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจภาวะธุรกิจของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจภาวะธุรกิจของเฟดสาขานิวยอร์ก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนพ.ค. ยอดค้าปลีก ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย การเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง การผลิตภาคอุตสาหกรรม และอัตราการใช้กำลังผลิตเดือนเม.ย. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนมี.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ที่มา.thai post

ดาวโจนส์ปิดลบ22.50จุด/น้ำมันWTIปิดลบ23เซนต์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 22.50 จุด หรือ 0.15% แตะที่ 15,082.62 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 6.02 จุด หรือ 0.37% แตะที่ 1,626.67 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 4.10 จุด หรือ 0.12% แตะที่ 3,409.17 จุด

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย.ปิดลบ 23 เซนต์ หรือ 0.24% ปิดที่ 96.39 ดอลลาร์/บาร์เรล

ที่มา.Nation

หุ้นไทยปิดเช้าบวก14.15จุด

ดัชนีหุ้นไทยปิดทำการช่วงครึ่งวันเช้าวันที่ 8พค ที่ระดับ 1,615.30จุดเพิ่มขึ้น14.15จุดมูลค่าซื้อขาย 28,594.64ล้านบาท

นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลกสิกรไทยกล่าวว่าดัชนีหุ้นไทยยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงและทะลุ1605จถดอย่างรวดเร็วซึ่งมีโอกาสสิ่งไปสู่ระดับ1638จุดได้ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยลบกดดันตลาด. ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกจากต่าวประเทศเข้ามาสนับสนุนเช่นตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ยังคงทำสถิติสูงสุดหลังตัวเลขจ้างงานออกมาดี ขณะที่ตัวเลขการจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมเยอรมันก็ดีและธนาคารกลางออสเตเรียลดดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นระดับที่ต่ำสุดซึ่งสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงให้ฟื้นตัวดีขี้น

อย่างไรก็ตามในส่วนของตลาดหุ้นไทยนักลงทุนต้องระวังแรงขายของสถาบันหลังกองทุนประเภททริกเกอร์ฟันถึงระดับกำไรที่เข้าเป้าหมายที่กำหนดไว้ประมาณ1หมื่นล้านบาทถึงกำหนดเวลาต้องขายออกมา

ที่มา.thaipost

หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 7 พ.ค. ปิดพุ่ง 13.10 จุด

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (7 พ.ค.) ซึ่งเปิดทำการซื้อขายเป็นวันแรกของสัปดาห์ ดัชนียังคงแกว่งตัวผันผวน ซึ่งแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ทั้งแดนบวกและลบภายหลังเปิดตลาด แต่จากนั้นดีดตัวขึ้นได้ร้อนแรงมากกว่า 10 จุด ตามตลาดหุ้นต่างประเทศในภูมิภาคท่าส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น ตอบรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี จากการที่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ขณะที่อัตราว่างงานปรับตัวลดลง  ส่งผลให้หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่1,592.05 จุด เพิ่มขึ้น 13.10 จุด หรือ 0.83% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 23,490.38 ล้านบาท

ที่มา.เดลินิวส์